What’s Yoga

By admin, February 11, 2010

ต้นกำเนิดของโยคะ

โยคะถือกำเนิดที่ประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว ผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียก yogins หรือ yogis ส่วนผู้หญิงเรียก yoginis ส่วนผู้สอนเรียก guru ประเทศตะวันตกได้นำโยคะมาเป็นการออกกำลังกายโดยดัดแปลงจาก Hatha-yoga ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของโยคะ

เราสามารถใช้โยคะเพื่อประโยชน์ในการออกกำลังกาย การเปลี่ยนวิธีชีวิต การประสานกาย จิต วิญญาณ

ความหมายของโยคะ

โยคะเป็นคำสันสกฤตหมายถึงการรวมให้เป็นหนึ่ง โยคะจะรวมกาย จิต วิญญาณให้เป็นหนึ่งทำให้เรามีสติและอยู่บนพื้นฐาน ที่เป็นความจริงของชีวิต

โยคะไม่ใช่ศาสนา เพราะมีโยคะบางชนิดไม่เกี่ยวกับศาสนาแต่ส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานของความเชื่อและแนวทางปฏิบัติของศาสนา การฝึกโยคะคือการฝึกการปลอดปล่อยจากสิ่งลวงตาและการหลงผิด

การฝึกโยคะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งร่างกายและจิตวิญาณ นอกจากเปลี่ยนแปลงแล้วยังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้น

การฝึกโยคะจะประกอบไปด้วยส่วนที่สำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ การออกกำลังกายหรือการฝึกอาสนะ การควบคุมลมหายใจหรือการฝึกปราณ การทำสมาธิ การฝึกท่าโยคะจะกระตุ้นอวัยวะและต่อมต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานดีขึ้นสุขภาพจึงดีขึ้น การหายใจเป็นแหล่งก่อให้เกิดพลังของชีวิต การควบคุมการหายใจจะทำให้จิตใจและสุขภาพดีขึ้น การฝึกท่าโยคะและการหายใจจึงเป็นพื้นฐานในการทำสมาธิ หากท่านได้ฝึกทั้งสามอย่างจะทำให้ผู้ฝึกมีสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจผ่องใสและเข้มแข็ง

ชนิดของโยคะ

Raja-Yoga (the royal path of meditation) เป็นโยคะที่เน้นการเข้าฌาณเพื่อทำให้เกิดสมาธิ ซึ่งต้องการความสงบทั้งร่างกายและจิตใจ ข้อดีของการฝึกโยคะชนิดนี้คือฝึกง่ายมีวิธีปฏิบัติที่แน่นนอน เป็นการฝึกแบบวิทยาศาสตร์ ผู้ฝึกจะได้ความสงบและปัญญา ข้อเสียคือการฝึกจะต้องใช้เวลามากอาจจะทำให้ผู้ฝึกต้องแยกตัวเองออกจากสังคม

Karma-Yoga (the path of self-transcending action) เป็นโยคะที่เกี่ยวข้องกับศาสนามากที่สุด มีการยึดเหนี่ยว พิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า มีการสวด มีการเข้าฌาณ เทพเจ้าที่บูชา ได้แก่ พระศิวะ และพระวิษณุ เป็นต้น ข้อดีคือผู้ฝึกจะไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีฐิติ ทำงานบริการได้ดี

Bhakti-Yoga (the path of devotion) เป็นโยคะสำหรับผู้ต้องการเสียสละ

Jnâna yoga (the path of wisdom) เป็นโยคะแห่งปัญญา เน้นเรื่องความจริง Reality เป็นหนึ่ง โลกที่เราคุ้นเคยมักจะมีภาพลวงตา เช่นการเห็นเชือกเป็นงู การที่จะทราบจะต้องเพ่งพินิจ การที่เราเห็นผิดเป็นชอบเรียกมายา (maya) หรือหลงผิด การแก้การหลงผิดสามารถทำได้โดยการปลีกวิเวก (viveka) เมื่อรู้ว่าอะไรไม่จริงก็สละสิ่งนั้น

Tantra-Yoga (which includes Kundalini-Yoga) เป็นโยคะที่รวมหลายชนิดของโยคะรวมกัน Tantra-yoga สอนให้รู้จักด้านมืดของชีวิต เน้นพิธีการบวงสรวง เน้นการเข้าฌาน เพื่อปลุกพลังภายในร่างกาย Tantra-yoga เน้นการประสานกายและพลังจิต

Mantra-Yoga (the path of transformative sound) เป็นโยคะที่ไม่ซับซ้อน เน้นการสวดภาวะนาและกล่าวคำว่า โอม

Hatha-Yoga (the forceful path of physical self-transformation) จุดประสงค์โยคะนี้เป็นการเตรียมร่างกาย เพื่อให้มีพลังที่จะบรรลุสู่ความสำเร็จ ต้องประกอบด้วยการออกกำลังและฝึกลมปราณ การฝึกโยคะนี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง อดทนต่อความหิว ร้อน หรือหนาว เมื่อร่างกายและจิตใจแข็งแรงก็ทำให้ผู้ฝึกเข้าถึงสมาธิฌาณได้ง่าย

โยคะสำหรับพระราชา (Râja-Yoga)

เป็นโยคะสำหรับพระราชาหรือสำหรับในวัง เป็นโยคะต้นแบบซึ่งได้มีการบันทึกในตำรา Yoga-Sutra of Patanjali (c. 200 A.D.) ซึ่งได้กล่าวไว้ว่าการฝึกโยคะเป็นวิธีการควบคุมจิตใจให้สงบทำให้เลือดลมหรือพลังงานไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด

กระบวนการฝึกโยคะ เพื่อทำให้จิตใจสงบลงนั้นได้รับการจัดระบบไว้ 8 ขั้นตอนหรือที่เรียกว่าวิถีทั้งแปดซึ่งประกอบไปด้วย

1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama) คือศีลธรรมและจริยธรรมที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
• การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น
• ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์
• ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้หรืออยากมีเกินความเป็นจริง
• ทำงานหรือทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเองให้ควบคุมตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ
• ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตนได้แก่
• การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการฝึกโยคะและฝึกลมปราณ
• ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทาง และยากที่จะสงบลงได้
• ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจา และใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ
• ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเอง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
• ฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง

3. อาสนะPosture (Asana) หมายถึง ท่าในการฝึกโยคะ เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย ฝึกยืดกล้ามเนื้อกระตุ้นให้การทำงานประสาทและต่อมต่างๆ

4. พรานายะมะ Breath control (Prânâyâma) เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ

5. พรายาหาระ Sensory inhibition (Pratyâhâra) ) หมายถึง การควบคุมความรู้สึกต่างๆ รู้สึกอยากได้ รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับวัตถุหรืออารมณ์ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี

6. ธารนะ Concentration (Dhâranâ) คือ ความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะ ทำให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจไม่คิดเรื่องอื่น

7. ธยานะ Meditation (Dhyâna) คือ การที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใดผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง จิตใจแจ่มใส

8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samâdhi) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

“เป้าหมายของการฝึกโยคะ Râja-Yoga คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ หลงและมีสมาธิ”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.siamhealth.net

Comments are closed