Yoga Tips
เริ่มต้นฝึกโยคะ
โยคะสามารถฝึกได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุแต่สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีโรคหรือไม่ หรือว่าหากมีโรคประจำตัวควรจะปรึกษาแพทย์ การเริ่มต้นที่ดีจะทำให้การฝึกประสบผลสำเร็จ ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเริ่มฝึกโยคะ
• เลือกสถานที่ฝึก
การฝึกด้วยตัวเองหากไม่ระมัดระวังอาจจะเกิดบาดเจ็บแก่ผู้ฝึก หากมีผู้รู้ช่วยจะทำให้การฝึกได้ผลดี ครูฝึกควรจะเป็นผู้ที่มีความชำนาญ และมีประสบการณ์
• ต้องประเมินตัวเอง
ระหว่างการฝึกต้องคอยสังเกตว่ามีสิ่งผิดปกติ เช่นอาการปวดหรือขัดยอกตามข้อต่อต่างๆ หรือไม่ หากมีอาการก็ควรจะหยุดและปรึกษาแพทย์หรือผู้รู้
• การฝึกที่บ้าน
สำหรับท่านที่ยังไม่แข็งแรงท่านอาจจะซื้อหนังสือหรือวีดีโอฝึกก่อน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและความแข็งแรงก่อนจะเข้าฝึกอย่างจริงจังในการฝึก อย่าฝึกคนเดียวควรจะมีเพื่อนร่วมด้วยเพื่อช่วยฝึกในบางท่า
![]()
ประโยชน์ของการฝึกโยคะ
การฝึกโยคะดั้งเดิมต้องการค้นหาความสุขที่แท้จริง ความสุขที่ไม่ใช่เกิดจากความพอใจหรือความรื่นรมย์ การฝึกโยคะจะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีความสมดุลของระบบประสาท และรู้ความหมายแท้จริงของชีวิต จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวตามสิ่งแวดล้อม ไม่เสียใจ ไม่ดีใจเกินไป เป็นการฝึกจนเกิดปัญญา แต่ปัจจุบันได้นำมาฝึกเพื่อประโยชน์ดังต่อไปนี้
• ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
• ช่วยผ่อนคลายความเครียด และอาการปวดเมื่อย
• ช่วยทำให้รูปร่างและทรวดทรงดีขึ้น รวมทั้งการทรงตัว
• ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น
• ทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้น
• ทำให้มีสติดีขึ้นรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร
• ทำให้ใจเย็นลง
• ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
![]()
โยคะเพื่อการบำบัด
ในการอยู่อย่างเป็นองค์รวม โยคะ ให้ความสำคัญกับเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยให้มนุษย์รู้จักมูลเหตุทุกชนิดที่ขาดความสมดุล อันก่อให้เกิดความเจ็บป่วย และจัดการปรับให้คืนสู่ความเป็นปกติ ดังนั้นโยคะจึงเป็นศาสตร์ ที่ว่าด้วย พัฒนาการทางด้านจิตใจของมนุษย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสตร์ทางด้านกาย และทางด้านการบำบัดการรักษาไปพร้อมๆ กัน
ในร่างกายมนุษย์ มีสิ่งที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ ซึ่งต้องพยายามขับไล่สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการหายใจส่วนท้อง ซึ่งถ้าพิษในร่างกายมีน้อยลง จะทำให้สบายขึ้น เช่น อาการเวียนศีรษะ ก็จะสามารถคลายไปได้ในระดับหนึ่ง การหายใจส่วนท้องทำให้เกิดไฟธาตุ เพราะเป็นที่ตั้งของไฟธาตุ ควรหายใจเข้าให้ยาวเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับเอาสิ่งบริสุทธิ์มาบำรุงร่างกาย คือ ออกซิเจน หรือภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ลมปราณ” ส่วนการหายใจออก ควรนานกว่าการหายใจเข้า และควรหายใจจนท้องแฟบ
การปรับลมปราณ ควรนั่งกับพื้น มีอาสนะรองรับ นั่งตัวตรงในท่าขัดสมาธิแบบขัดขาไขว้กัน แล้วหงายฝ่าเท้าทั้งสองข้างขึ้น มือทั้งสองข้างวางบนเข่า นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จิ้มเข้าหากัน ประโยชน์ที่ได้จากการปรับลมปราณก็คือ สำหรับคนที่เป็นความดันสูง ความดันจะลดลงได้ระดับหนึ่ง และความดันก็จะพอดีสำหรับคนที่เป็นความดันต่ำ และหัวใจจะแข็งแรงขึ้น เพราะการหายใจส่วนท้อง ช่วยผ่อนคลายไม่ต้องให้หัวใจทำงานหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับหายใจทางปอด แต่ห้ามหายใจเข้าทางปาก เพราะเชื้อโรคที่เป็นพิษ จะเข้าไปในร่างกาย ปะปนกับโลหิตกลายเป็นพิษ และอาจถึงแก่ชีวิตได้
เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ อีก 2 ประการ คือ
1. ควรนอนก่อน 22:00 น. เพราะหลังจากนั้น ธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลง แล้วตื่นขึ้นมาจะสดชื่น
2. เมื่อฝึกลมปราณแล้ว เวลานั่งส้วมอย่าเบ่ง เพราะถ้าเบ่งบ่อยๆ ต่อไปจะเป็นริดสีดวงได้ ควรหายใจทางเข้า-ออกส่วนท้องช้าๆ อุจจาระจะค่อยๆ เคลื่อนออกมาเองอย่างสบายและไม่เจ็บปวด
